หลอดไฟหรือ LED: โปรเจคเตอร์แบบใหนที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ

2011-12-21

มีการสร้างสรรค์แหล่งแสงสว่างชนิดใหม่ขึ้นสำหรับโปรเจคเตอร์ข้อมูล ถึงแม้ว่าไฟอาร์กตามปกติจะให้ความสว่างมาก แต่เทคโนโลยี LED แบบใหม่ที่ปราศจากหลอดไฟ ก็กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เผยแพร่เมื่อ 16 กันยายน 2010

แหล่งแสงสว่าง: หลอดไฟกับ LED

คำกล่าวที่ว่า “พึงใส่ใจสภาพแวดล้อม” ได้รับการตีความหมายใหม่ เมื่อคุณกำลังพิจารณาที่จะซื้อโปรเจคเตอร์ข้อมูล เนื่องจากคุณมีทางเลือกระหว่างอุปกรณ์ที่ใช้หลอดไฟตามปกติ กับอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยี LED “แบบปราศจากหลอดไฟ” ที่ใหม่กว่า ทั้งสองประเภทต่างสนับสนุนเทคโนโลยี DLP และ LCD แล้วคุณจะตัดสินใจว่าจะแนะนำแบบใดให้แก่บริษัทของคุณดี?

ในการเลือกอย่างเหมาะสมเพื่อการใช้งาน คุณจำเป็นจะต้องมีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีเหล่านี้และประโยชน์ที่จะได้รับ

วิธีการทำงาน: โปรเจคเตอร์หลอดไฟแบบปกติ

ในโปรเจคเตอร์ DLP แสงจากไฟอาร์กจะส่องลงบนพื้นผิวของชิป DLP ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีกระจกชิ้นเล็กๆ (หนึ่งชิ้นสำหรับหนึ่งพิกเซล) ติดตั้งเอนไปทางด้านหน้าและด้านหลัง จากนั้น แสงจะถูกนำพาเข้าไปในเส้นทางของเลนส์หรือออกห่างจากเลนส์ โปรเจคเตอร์ LCD ทำงานด้วยวิธีการที่ต่างออกไป มีการใช้หลอดไฟหรือ LED พร้อมๆ กับแผงผลึกเหลว (LIQUID CRYSTAL) นับล้านที่ยอมให้แสงเดินทางผ่านได้
หลอดไฟปกติจะเริ่มต้นด้วยแสงขาว แล้วจึงแยกความยาวคลื่นเป็น สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน (RGB) โดยใช้องค์ประกอบออปติคัลพิเศษที่เรียกว่า ไดครอลิกฟิลเตอร์ (DICHROIC FILTER) ความยาวคลื่น RGB ที่แยกจากกันจะถูกควบคุมไว้สำหรับแต่ละพิกเซล (องค์ประกอบภาพ) และเพื่อใช้กำหนดความเข้มของแสง แสงที่อยู่ภายใต้การควบคุมจะถูกส่งผ่านแผง LCD ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นเทคโนโลยีส่องผ่านแสง (TRANSMISSIVE TECHNOLOGY) หรือไม่ก็สะท้อนตัวออกจากกระจกแผ่นเล็กๆ ของ DLP ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นเทคโนโลยีการสะท้อนแสง (REFLECTIVE TECHNOLOGY)

วิธีการทำงาน: LED

LED ส่องแสงผ่านแผง LCD สามแผง ซึ่งแต่ละแผงมีส่วนประกอบของผลึกเหลวนับพัน (หรือนับล้าน) ที่สามารถกำหนดให้เปิด ปิด หรือปิดในบางตำแหน่งได้ เพื่อยอมให้แสงส่องผ่าน

LED เป็นองค์ประกอบ RGB ที่สร้างความยาวคลื่นหลักสำหรับเครื่อง 3LCD หรือเครื่องออปติคัล DLP หลอดไฟตามปกติให้ความสว่างมาก แต่จะไม่มีอายุยาวนานเท่ากับ LED และจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแทน ซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายรวมในการเป็นเจ้าของเพิ่มขึ้น

LED กำลังมาแรง

โปรเจคเตอร์ใหม่ล่าสุดบางแบบมีการใช้งาน LED กำลังสูงเป็นแหล่งแสงสว่าง LED ย่อมาจาก “LIGHT EMITTING DIODE” (ไดโอดเปล่งแสง) ดังเช่นที่ตัวย่อนี้บ่งบอกความหมาย LED โดยตัวของมันเองแล้วเป็นแหล่งแสงสว่างอิเล็กโทรลูมิเนสเซนต์ (ELECTROLUMINESCENT) ดังนั้น คุณจึงไม่จำเป็นต้องใช้หลอดไฟธรรมดา

เครื่องโปรเจคเตอร์ LED "แบบปราศจากหลอดไฟ" ช่วยยกระดับการฉายข้อมูลให้ล้ำหน้ายิ่งขึ้น เนื่องจากเครื่องเปล่งแสงมากถึง 1,000 ANSI LUMENS สำหรับภาพที่มีความสว่างมากเป็นพิเศษ อุปกรณ์พัฒนาล้ำยุคเหล่านี้ใช้ประโยชน์จากแหล่งแสงสว่าง LED ขั้นสูงที่ประกอบด้วยสามสี เพื่อส่งมอบช่วงสีที่สดสวย โดยที่มีสีแดง เขียว และน้ำเงินที่เข้มจัด ข้อสำคัญที่สุดสำหรับผู้ใช้ที่เป็นธุรกิจคือ คุณสมบัติของความเสถียรของรูปภาพจากเครื่องโปรเจคเตอร์ สีสันที่อิ่ม และการแสดงผังธุรกิจและเนื้อหามัลติมีเดียได้ในสีสันสวยงามและแม่นยำ ดังนั้น ผู้นำเสนอจึงมีอิสระที่จะจดจ่อกับเนื้อหาข้อความที่นำเสนอได้อย่างเต็มที่ และเมื่อพูดถึงสีสัน เครื่องโปรเจคเตอร์ LED เป็นผลิตภัณฑ์ “สีเขียว” เนื่องจากปราศจากสารที่เป็นอันตราย และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามคำสั่ง ROHS ซึ่งเป็นหลักมาตรฐานว่าด้วยขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่นำมาใช้โดยสหภาพยุโรป

ประหยัดพลังงานและอายุการใช้งานยาวนาน

แล้วคุณจะต้องยินดีที่ได้ทราบว่า โปรเจคเตอร์ LED ใช้พลังงานน้อยกว่าเครื่องแบบหลอดไฟปกติ ซึ่งในบางกรณีน้อยกว่าถึง 30 เปอร์เซ็นต์ คุณลักษณะอื่นๆ ด้านการประหยัดพลังงานที่ควรมองหา: โหมดสแตนด์บายที่มีคุณสมบัติรีสตาร์ททันทีและปรับความสว่างตามสภาพแสงภายในห้อง คุณยังจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับแหล่งแสงสว่างได้ ทั้งนี้เพราะ LED เป็นจำนวนมากสามารถมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 30,000 ชั่วโมง (ประมาณ 20 ปี) ซึ่งทำให้การเปลี่ยนหลอดไฟที่สิ้นเปลืองกลายเป็นเรื่องในอดีตไป นอกจากนี้ จะไม่มีความล่าช้าในการที่แหล่งแสงอุ่นเครื่องหรือปรับตัวให้เย็นลง

เลือกให้ถูก

ทั้งโปรเจคเตอร์หลอดไฟแบบปกติและโปรเจคเตอร์ LED ต่างก็มีจุดแข็งของตนเอง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคุณจะเลือกตัวเลือกใดก็ตาม คุณก็จะได้คุณภาพภาพของภาพที่ดียิ่งขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมา ขณะที่คุณยืนอยู่ต่อหน้ากลุ่มผู้ชมและทำการนำเสนอ แน่นอนว่า คุณจะต้องประทับใจในคุณภาพ และข้อสำคัญที่สุด ผู้ชมของคุณก็จะสังเกตเห็นได้ถึงความแตกต่างเช่นกัน