ทีวี LCD กับ LED ต่างกันยังไง?

2013-04-19

โทรทัศน์ในปัจจุบันมีหลายชนิดครับ แต่ก่อนเรานิยมใช้เทคโนโลยีหน้าจอแบบ LCD (Liquid Crystal Display) กันมาก เพราะถือเป็นเทคโนโลยีแรกๆ ที่ทำสามารถทำหน้าจอโทรทัศน์ออกมาได้มีขนาดบางเป็นพิเศษ ซึ่งการทำงานของทีวีชนิดนี้ก็สมกับชื่อเลยครับ เพราะจะใช้การแสดงผลภาพด้วยหลอดไฟขนาดเล็กๆ ขนาดประมาณหลอดกาแฟ วางเรียงตัวกันในแนวนอนของหน้าจอ เพื่อให้กำเนิดแสงสว่างที่จะไปกระทบกับผลึกคริสตัลชนิดกึ่งแข็งกึ่งเหลวคอยบิดตัวอยู่ในหน้าจอ เพื่อรวมแสงที่ได้จากหลอดไฟและส่งผ่านไปยังแผ่นฟิล์มที่มี 3 สีคือแดง เขียว น้ำเงิน (RGB) อีกที ซึ่งพอแสงได้รับการผสมกับกับคริสตัลผ่านแผ่นฟิล์มแล้วก็จะเกิดเป็นจุดสีและหลายๆ จุดสี และเมื่อหลายจุดสีนั้นมารวมกัน ก็จะกลายเป็นภาพที่เราเห็นกับบนหน้าจอนั่นเอง

ทีวี LCD กับ LED ต่างกันยังไง?

     โทรทัศน์ในปัจจุบันมีหลายชนิดครับ แต่ก่อนเรานิยมใช้เทคโนโลยีหน้าจอแบบ LCD TV (Liquid Crystal Display) กันมาก เพราะถือเป็นเทคโนโลยีแรกๆ ที่ทำสามารถทำหน้าจอโทรทัศน์ออกมาได้มีขนาดบางเป็นพิเศษ ซึ่งการทำงานของทีวีชนิดนี้ก็สมกับชื่อเลยครับ เพราะจะใช้การแสดงผลภาพด้วยหลอดไฟขนาดเล็กๆ ขนาดประมาณหลอดกาแฟ วางเรียงตัวกันในแนวนอนของหน้าจอ เพื่อให้กำเนิดแสงสว่างที่จะไปกระทบกับผลึกคริสตัลชนิดกึ่งแข็งกึ่งเหลวคอยบิดตัวอยู่ในหน้าจอ เพื่อรวมแสงที่ได้จากหลอดไฟและส่งผ่านไปยังแผ่นฟิล์มที่มี 3 สีคือแดง เขียว น้ำเงิน (RGB) อีกที ซึ่งพอแสงได้รับการผสมกับกับคริสตัลผ่านแผ่นฟิล์มแล้วก็จะเกิดเป็นจุดสีและหลายๆ จุดสี และเมื่อหลายจุดสีนั้นมารวมกัน ก็จะกลายเป็นภาพที่เราเห็นกับบนหน้าจอนั่นเอง

LED TV มาทีหลัง แต่แจ๋วกว่า LCD TV หลายเท่า

     ทีนี้พอในยุคถัดมา ก็ได้มีการคิดค้นเทคโนโลยี LED TV (Light Emitting Diode แปลว่า LED) ออกมาทดแทนเทคโนโลยีเดิมครับ ความหมายของ LED ก็คือ หลอดไฟขนาดจิ๋ว 3 สีคือ แดง เขียวและน้ำเงิน และแค่ 1 หลอดก็สามารถเปล่งแสงสีได้มากมายตามการผสมสีของแม่สีทั้งสาม ซึ่งเจ้าหลอด LED นี้มีคุณสมบัติพิเศษก็คือกินไฟน้อย แต่กลับให้สีสันที่ชัดเจนมีความสว่างสูง ให้สีดำที่ดำสนิท และมีอัตราการตอบสนองรวดเร็ว ทั้งนี้ LED TV ยังมีแยกไปอีก 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ
     - EDGE LED คือจะวางหลอด LED ไว้เฉพาะขอบจอเท่านั้น บน ล่าง ซ้าย ขวา เพื่อยิงแสงเข้ามายังกลางจอทีวี ข้อดีคือจอจะมีความบางที่มากกว่า และยิ่งกว่าทีวีจอบางทั่วๆ ไป นอกจากนั้นยังคงคุณสมบัติความประหยัดไฟแน่นอน ข้อด้อยคือสีดำจะดำไม่สนิทเท่าไหร่นัก

     - Full LED (Direct LED) ซึ่งก็ตรงตามความหมายคือ ในหน้าจอทีวีจะมีหลอด LED วางอยู่เต็มแผงจอเลยทีเดียว ขนาดอาจจะไม่บางเท่าแบบอื่น แต่ความคมชัด และความต่างสีของภาพจะเด็ดขาดกว่าแบบแรกเพราะสามารถทำ Local Dimming หรือการปิดสีแบบเป็นกลุ่มได้
     - RGB LED ปัจจุบัน LED ชนิดนี้จัดเป็นตัวท็อปของ LED เลยทีเดียว เพราะใช้หลอด LED แม่สีทั้ง 3 คือ RGB (แยก3หลอดๆ ละสี) มาเรียงๆ กันเป็นกลุ่ม ทำให้การแสดงผลภาพและสีชัดเจนมีมิติมากกว่าทุกแบบที่กล่าวมาและแน่นอนว่าแพงกว่าทุกแบบด้วยเช่นกันเนื่องจากต้นทุนที่สูงกว่า

แล้วจะเลือก ทีวี LCD กับ ทีวี LED ดีล่ะเนี่ย?

     หากเราจะเลือกทีวีแจ่มๆ ที่จะอยู่กับเราไปนานๆ ซักเครื่องนึง ก่อนอื่นเลยขอแนะนำให้พิจารณาถึงความต้องการของตนเองและงบประมาณในกระเป๋าของตนก่อน จะเลือกก้าวสู่เทคโนโลยีใหม่ หรือจะประหยัดซักหน่อยด้วยการใข้เทคโนโลยีเก่าอยู่ที่การตัดสินใจครับ แต่อยากให้ทุกคนได้ลองพิจารณาข้อเปรียบเทียบต่อไปนี้ก่อน คือ
     1. อัตราการตอบสนองของภาพ จะมีผลชัดเจนมากตอนที่เราดูภาพที่มีการเคลื่อนไหวเร็วๆ เช่นภาพกีฬามันๆ หนังแอ็คชั่นบู้สะบั้นหั่นแหลก บนหน้าจอทีวี LCD ที่มีอัตราการตอบสนองต่ำนั้นภาพจะเบลอๆ ภาพซ้อนๆ กันบ้าง แต่ปัญหานี้จะไม่พบเลยในทีวี LED เพราะอัตราการตอบสนองของ LED หรือ Response Time สูงกว่ามากราวๆ 1 ms โดยเฉลี่ย ในขณะที่ LCD จะทำได้มากที่สุดเพียง 2 ms (ตัวเลขยิ่งน้อยยิ่งดีในส่วนนี้) ดังนั้นหากใครรู้ตัวว่าชอบดูหนังแอ๊คชั่นสุดมันส์ล่ะก็ LED คือคำตอบของท่านครับ
     2. มุมมองของภาพ ปัญหาหลักของจอทีวี LCD คือเมื่อเรามองทีวีในมุมเฉียงๆ สีของภาพจะเริ่มเพี้ยน เนื่องจากมุมมองของจอทีวี LCD มีข้อจำกัดในเรื่องมุมมองจากด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่มุมตรงๆ หรือเอียงนิดๆ แม้กรณีนี้จะเกิดขึ้นได้เหมือนกันในทีวี LED แต่ก็มีโอกาสเกิดที่น้อยกว่า และยิ่งกว่านั้นในหน้าจอ LED รุ่นใหม่ๆ จะไม่มีปัญหานี้แล้วล่ะครับ เรียกว่าดูจอที่มุม 180 องศา ภาพก็ยังไม่เพี้ยนเลย
     3. อัตราการกินไฟฟ้า ขอฟันธงโชะเลยว่า LED กินไฟน้อยกว่า LCD ครับ เพราะถึงแม้ว่าหลอด LED เล็กๆ ใน LED TV จะมีมากมายเรียงกันเป็นร้อยๆ หลอด แต่ก็ยังให้คุณภาพของสีสรร และใช้พลังงานน้อยกว่าจอ LCD มากนัก

     สุดท้ายนี้ถ้างบประมาณไม่ใช่ปัญหา ตัวเลือกที่เหมาะสมคุ้มค่าก็คงจะหนีไม่พ้น LED TV แน่นอนครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นความสวยชัดประหยัดไฟ หรือเทคโนโลยีที่ช่วยในการรับชมความบันเทิงเรียกได้ว่าทิ้งไม่เห็นฝุ่นเลยทีเดียว ที่เหลือก็แต่ขนาดแล้วล่ะครับว่าชอบหน้าจอที่ใหญ่ขนาดไหน ขอให้ดูทีวีอย่างมีความสุขนะครับ