ธุรกิจต่าง ๆ ต้องพึ่งพาประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ซึ่งหมายความว่า การหยุดชะงักใด ๆ ก็ตามอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประสิทธิภาพการทำงาน และนำไปสู่การหยุดทำงานที่มีค่าใช้จ่ายสูง บริษัทต่าง ๆ มักใช้วิธีการตอบสนองทันทีต่อปัญหาต่าง ๆ โดยไม่มีข้อมูลสนับสนุน แทนที่จะใช้วิธีแก้ไขปัญหาที่มีกลยุทธ์และในเชิงรุก
วิธีหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงานให้สูงที่สุดก็คือ การบำรุงรักษาตามกำหนดเวลาโดยอิงตามการจัดสรรทรัพยากรโดยอาศัยข้อมูลเรียลไทม์ Knox Asset Intelligence ช่วยให้ฝ่ายไอทีสามารถตรวจติตามตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ได้ ธุรกิจต่าง ๆ จะสามารถพิจารณาถึงความร้ายแรงของปัญหาที่เกิดขึ้นในอุปกรณ์ได้ หรือสามารถพิจารณาว่า อุปกรณ์นั้นจำเป็นต้องได้รับการซ่อมบำรุง เปลี่ยนแบตเตอรี่ หรืออัปเดตเฟิร์มแวร์หรือไม่ ข้อมูลบนแพลตฟอร์มช่วยให้ทีมงานสามารถจำกัดจำนวนอุปกรณ์ที่ถูกระบุว่าอาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้ และช่วยให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจหลัก มีเวลาในการวางแผนกลยุทธ์และจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นเสียใหม่เพื่อแก้ไขปัญหานั้น
ธุรกิจสามารถกำหนดตารางเวลาการบำรุงรักษาอุปกรณ์ตามปกติสำหรับกลุ่มอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินงานจะราบรื่นโดยไม่หยุดชะงัก แนวทางเชิงรุกนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร และเป็นกลยุทธ์ที่คุ้มค่าและยั่งยืน
ตัวอย่างของข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปดำเนินการ ซึ่งธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์ได้ก็คือ การใช้ Knox Asset Intelligence เพื่อระบุช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบเฟิร์มแวร์การรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์ต่าง ๆ ก่อนที่จะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความซื่อสัตย์และโปร่งใสของธุรกิจ หากอุปกรณ์ทำงานบนเฟิร์มแวร์ที่ล้าสมัยหรือขาดการอัปเดตด้านความปลอดภัยล่าสุด ฝ่ายไอทีสามารถนำมาตรการแก้ไขจากระยะไกลมาใช้ได้ทันที โดยใช้โซลูชัน เช่น Knox E-FOTA ซึ่งช่วยให้สามารถอัปเดตเฟิร์มแวร์จากระยะไกลได้ วิธีนี้ช่วยเสริมสร้างการรักษาความปลอดภัยขององค์กรและรับรองการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านกฎระเบียบ