ออกกำลังกายอย่างไรให้ปลอดภัย แถมยังเบิร์นได้เหมือนเดิม

ช่วงที่ผ่านมากิจกรรมหนึ่งที่อาจจะห่างหายสำหรับหลายๆ คนก็คือการออกกำลังกายนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งตามสวนสาธารณะ การเข้าฟิตเนส หรือการว่ายน้ำ ซึ่งต่อให้คุณคิดถึงกิจกรรมเหล่านี้มากแค่ไหน แต่อย่าลืมว่าคุณไม่สามารถจะโหมออกกำลังกายได้เท่ากับเลเวลเดิมทันทีหลังจากห่างหายมาหลายเดือน นอกจากนี้ เรื่องการรักษาระยะห่างระหว่างบุคคลก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอยู่

เพื่อให้คุณสามารถกลับไปสนุกกับกิจกรรมที่ชอบได้อย่างปลอดภัย และลดความเสี่ยงในการเจ็บตัวเพราะไม่ได้ออกกำลังมานาน เราเลยมีคำแนะนำในการออกกำลังกายมาฝากกัน

ดูแลตัวเองควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย

ต่อให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติแล้ว เมื่อออกกำลังกายตามที่สาธารณะ คุณยังต้องระวังในเรื่องการรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล หมั่นล้างมือเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า

เพื่อความสะดวกในการออกกำลังกายและรักษาความปลอดภัยไปพร้อมๆ กัน คุณอาจจะพกเจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ขนาดเล็กที่ใส่ในกระเป๋ากางเกงได้โดยไม่เกะกะ หรือเลือกแบบที่มีสายคล้องคอ เพื่อให้คุณสามารถนำมาใช้ได้ทุกครั้งที่ต้องการ

ให้เวลาร่างกายได้ปรับตัว

ตลอดระยะเวลาที่หลายคนไม่ได้สนุกกับกิจกรรมที่ชอบ แน่นอนว่าผลที่ตามมาก็คือร่างกายต้องปรับตัวกันครั้งใหญ่เมื่อกลับมาออกกำลังกายอีกครั้ง ดังนั้น เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้ คุณควรค่อยๆ กลับไปออกกำลังกาย ทั้งเรื่องระยะเวลาที่ใช้และความหนักในแต่ละครั้ง

สมมติว่าเดิมคุณเคยวิ่งได้ครั้งละ 1 ชั่วโมง คุณอาจจะเริ่มที่ 15 นาทีก่อน พอร่างกายเริ่มรู้สึกไม่เหนื่อยกับการออกกำลังกายในระยะเวลานี้แล้ว จึงค่อยๆ เพิ่มอีก 15 นาทีจนครบ 1 ชั่วโมงที่สุด หรือถ้าไม่แน่ใจในสภาพร่างกายของตัวเองก็ให้เริ่มจากการเดินก่อนจะขยับไปเป็นการวิ่ง เป็นต้น

เริ่มจากเป้าหมายเล็กๆ

วิธีหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกายของคุณ คือ การตั้งเป้าหมายให้กับตัวเอง โดยเริ่มจากเป้าหมายเล็กๆ ที่ดูเป็นไปได้และไม่ยากเกินไป แม้ว่ามันจะเป็นเป้าหมายที่ไกลจากที่คุณเคยทำได้ก็ตาม สิ่งที่คุณจะได้จากวิธีนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือคุณจะรู้สึกประสบความสำเร็จในการออกกำลังกาย มีกำลังใจในการตั้งเป้าหมายและทำให้ได้ตามนั้นโดยที่ไม่กดดันตัวเองมากเกินไป

เปรียบเทียบข้อมูลร่างกายของคุณได้ด้วยตัวเอง

การออกกำลังกายแต่ละแบบมีผลต่อร่างกายไม่เหมือนกัน การมีข้อมูลว่าร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อกิจกรรมไหนอย่างไรบ้างจะช่วยให้คุณเลือกวิธีการออกกำลังกายได้เหมาะกับสภาพร่างกายและเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะถ้าคุณมี Galaxy Watch4 Series ของ Samsung ซึ่งช่วยดูแลสุขภาพในทุกที่ กับครั้งแรกกับการวัดข้อมูลร่างกาย หรือ Body Composition แบบเรียลไทม์บนข้อมือคุณ ที่มี BioActive เซนเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุด เป็นตัวช่วยที่วัดข้อมูลร่างกายของคุณได้อย่างละเอียด และสามารถนำข้อมูลจากแต่ละกิจกรรมมาเปรียบเทียบกัน เพื่อให้คุณวางแผนดูแลสุขภาพและการออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะกับสภาพร่างกายยิ่งขึ้น

วัดความพร้อมของร่างกายในแต่ละวัน

ความพร้อมของร่างกายในแต่ละวันจะเป็นตัวบอกว่า คุณพร้อมหรือไม่ที่จะออกกำลังกายในวันนั้น ซึ่งปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อเรื่องนี้มีตั้งแต่คุณภาพของการนอนตอนกลางคืน จังหวะการเต้นของหัวใจตอนตื่นเมื่อเทียบกับคืนก่อนหน้า และความเครียดที่เจอในแต่ละวัน การใช้สมาร์ทวอทช์จะช่วยให้คุณมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ เหล่านี้ด้วย โดยเฉพาะสมาร์ทวอทช์ที่เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟนได้อย่างคล่องตัว อย่าง Galaxy Watch4 Series ที่เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน Samsung Health ทำให้คุณสามารถเปรียบเทียบข้อมูลของแต่ละวันหรือแต่ละสัปดาห์ได้ ส่งผลให้คุณตัดสินใจได้ว่าควรออกกำลังกายหนักแค่ไหน หรือควรพักก่อนในวันนั้น

นอกจากนี้ ข้อมูลเหล่านี้ยังมีประโยชน์มากในกรณีที่คุณต้องระมัดระวังเรื่องการกลับมาออกกำลังกายมากเป็นพิเศษ การมีสมาร์ทวอทช์ที่ทำงานคู่กับแอปพลิเคชันเพื่อสุขภาพและการออกกำลังกายแบบ Samsung Health ทำให้คุณสามารถสังเกตอัตราการหายใจของตัวเองได้ทุกที่ทุกเวลาและประเมินความพร้อมของร่างกายได้แบบเรียลไทม์